:: ความรู้ที่น่าสนใจ ::

ภัยแล้งในประเทศไทย
ภัยแล้งในประเทศไทย

ภัยแล้งเป็นภัยธรรมชาติอยางหนึ่งที่เมื่อเกิดขึ้นแล้วจะนำความเสียหายทางเศรษฐกิจและสังคมมาสู่ประเทศชาติ
และประชาชนเป็นอย่างมาก ปัญหาภัยแล้งนี้เกิดจากสภาวะการขาดน้ำซึ่งส่งผลกระทบต่อประเทศที่มีประชากรประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นอาชีพหลักและต้องพึ่งพาธรรมชาติ ความสูญเสียทางด้านการเกษตรที่ได้รับ จากภัยแล้งโดยตรง ได้แก่ การที่ผลผลิตพืชลดลง ทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์และปศุสัตว์ได้รับความเสียหายและล้มตายซึ่งอาจกล่าวโดยรวมได้ว่า ภัยแล้งมีผลกระทบโดยตรงต่อการลดลงของผลผลิตทางด้านการเกษตรทั้งหมด
นอกจากนี้ยังมีผลกระทบโดยตรงต่อการสูญเสียงบประมาณไปในเรื่องของการขนส่งเสบียงอาหารและน้ำไปยังพื้นที่ที่ประสบปัญหา รวมทั้งเรื่องการก่อสร้างและจัดหาแหล่งน้ำ สำหรับผลกระทบทางอ้อม ได้แก่ การอพยพละทิ้งที่อยู่ ปัญหาการใช้ประโยชน์ที่ดิน ปัญหาเรื่องการสิ้นเปลืองงบประมาณที่มีอยู่อย่างจำกัด
ในช่วงที่เกิดปัญหาภัยแล้ง รัฐบาลต้องจ่ายเงินงบประมาณเพื่อช่วยเหลือประชาชนเป็นจำนวนมากเพราะภัยแล้งเกิดในพื้นที่บริเวณกว้าง สำหรับประเทศไทยมักประสบปัญหาภัยแล้งรุนแรงในปีที่มีปรากฎการณ์เอลนิโญเกิดขึ้นความรุนแรงของภัยแล้งได้ส่งผลกระทบต่อการเกษตรของประเทศไทยเป็นอย่างมาก เนื่องจากความแห้งแล้งของลมฟ้าอากาศที่มีฝนน้อยกว่าปกติหรือฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาลเป็นระยะเวลานานกว่าปกติ และครอบคลุมเป็นบริเวณกว้างบางพื้นที่เกิดการขาดแคลนน้ำดื่มน้ำใช้ ตลอดจนพืชพรรณต่างๆ ขาดน้ำ
องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก ได้กำหนดลักษณะของความแห้งแล้งไว้ว่า เป็นสภาวะที่ปริมาณฝนเฉลี่ยหรือ
ปริมาณน้ำใต้ดินเฉลี่ยมีค่าต่ำกว่าปกติในช่วงระยะเวลาหนึ่งและได้กำหนดพื้นที่ประสบภัยแล้งไว้ คือ พื้นที่ที่มีฝนรวมรายปี ต่ำกว่า 60%ของค่าปกติ และมีความแห้งแล้งติดต่อกันตั้งแต่ 2 ปี ขึ้นไป รวมทั้งพื้นที่ที่เกิดความแห้งแล้งต้องมากกว่า 50%
ของพื้นที่ทั้งหมด
ภัยแล้งที่เกิดขึ้นในประเทศไทยมักเกิดขึ้นใน 2 ช่วง คือ ในช่วงฤดูหนาวต่อช่วงฤดูร้อนตั้งแต่เดือนตุลาคมถึงกลางเดือนพฤษภาคมซึ่งในช่วงนี้ไม่ค่อยมีฝนตก หรือถ้ามีฝนตกก็มีจำนวนเล็กน้อยเท่านั้น ส่วนมากฝนที่ตกจะเกิดจากฝนฟ้าคะนองซึ่งมีระยะเวลาการตกสั้น ๆและตกไม่บ่อยครั้ง อีกช่วงหนึ่งคือช่วงกลางฤดูฝน ซึ่งช่วงเวลาดังกล่าวอยู่ในสภาวะฝนทิ้งช่วงคือปลายเดือนมิถุนายนถึงเดือนกรกฎาคมซึ่งเป็นช่วงสั้น ๆ
สาเหตุที่ทำให้เกิดภัยแล้งในประเทศไทย นอกจากสาเหตุของฝนตกน้อยแล้ว ยังมีสาเหตุอื่นที่เกี่ยวข้องคือ ระบบการหมุนเวียนของบรรยากาศการเปลี่ยนแปลงส่วนผสมของบรรยากาศ การเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ระหว่างบรรยากาศกับน้ำทะเลและมหาสมุทร ปรากฎการณ์เรือนกระจก ปรากฎการณ์เอลนิโญ ความผิดปกติของร่องมรสุม การพัฒนาด้านอุตสาหกรรม การตัดไม้ทำลายป่า เป็นต้น ปัจจัยต่างๆเหล่านี้มีผลต่อการเกิดภัยแล้งทั้งสิ้น ปัญหาที่ตามมาจากการเกิดภัยแล้งก็คือ ไฟป่า และการเกิดสภาวะอากาศแปรปรวนที่ผิดปกติ
เกณฑ์ความแห้งแล้งที่เหมาะสมสำหรับประเทศไทย ซึ่งแบ่งตามความรุนแรงได้ 3 ขนาด คือ
1. สภาวะความแห้งแล้งอย่างเบา เป็นสภาวะความแห้งแล้งของอากาศที่มีฝนตกเฉลี่ยไม่ถึงวันละ 1 มม.
เป็นระยะเวลาต่อเนื่องกันไม่น้อยกว่า 15 วัน ในฤดูฝน
2. สภาวะความแห้งแล้งปานกลาง เป็นสภาวะความแห้งแล้งของอากาศที่มีฝนตกเฉลี่ยไม่เกินวันละ 0.25 มม. เป็นระยะเวลาต่อเนื่องกันไม่น้อยกว่า 29 วัน
ในฤดูฝน
3. สภาวะความแห้งแล้งรุนแรง เป็นสภาวะความแห้งแล้งของอากาศที่ไม่มีฝนตกเลยต่อเนื่องกันไม่น้อยกว่า 15 วัน ในฤดูฝน หรืออาจจะมีตกบ้างแต่ไม่มีวันใดเลยแม้แต่วันเดียวที่ฝนตกถึง 0.25 มม. และถ้ารุนแรงมากอาจจะไม่มีฝนตกนานนับเป็นเดือนๆ จะเห็นได้ว่า ภัยแล้งเมื่อเกิดขึ้นแล้ว แต่ละครั้งมักก่อให้เกิดความสูญเสียต่อสภาพเศรษฐกิจโดยรวมปัญหานี้นับวันจะทวีความรุนแรงมากขึ้น เนื่องจากประชากรเพิ่มขึ้น ทำให้ความต้องการบริโภคอาหารและทรัพยากรมีสูงขึ้น ความต้องการพื้นที่เพื่อการเกษตรสำหรับผลิตอาหารมีมากขึ้น จึงทำให้เกิดการบุกรุกทำลายป่า ประกอบกับมีการใช้พื้นที่เพื่อการเกษตรในที่เดิมหลายๆ ครั้ง ทำให้พื้นที่เสื่อมโทรมลงอย่างรวดเร็ว และถ้าปัญหาภัยแล้งที่เกิดขึ้นเป็นเวลานานๆจะนำไปสู่พื้นที่ที่มีสภาพเหมือนพื้นที่ทะเลทรายในที่สุด
สำหรับปี 2545 สถานการณ์ภัยแล้งบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พื้นที่ที่เคยแห้งแล้ง(แล้งซ้ำซาก) ปีนี้จะยังคงเกิดขึ้นอีก โดยเฉพาะพื้นที่ทางตอนกลางตอนล่างและด้านตะวันตกของภาค เนื่องจากลักษณะอากาศในฤดูร้อนปีนี้ (กลางเดือนกุมภาพันธ์ - กลางเดือนพฤษภาคม 2545) คาดว่า อากาศจะร้อนกว่าปกติเล็กน้อยและจะมีฝนตกเป็นระยะๆ แต่ปริมาณที่ตกมีปริมาณน้อย จะไม่เพียงพอต่อการอุปโภคและบริโภค รวมทั้งการเกษตรกรรม จึงควรใช้น้ำอย่างประหยัดและเกิดประโยชน์สูงสุด